จัดทำโดยน.ส.ฑาญิกา ธีระชาติ
วิวัฒนาการของเทคโนโลยี
1. ความหมายของวิวัฒนาการ
วิวัฒนาการ (Evolution) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปสู่ฐานะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น เป็นเปลี่ยนแปลงในทางชีววิทยาจากสิ่งที่ง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเปลี่ยน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลานาน
วิวัฒนาการ (Evolution) หมายถึง การพัฒนาอย่างมีระบบตามธรรมชาติ และตามผลการทบของสิ่งแวดล้อมในสภาวะนั้นๆ วิวัฒนาการต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัด ตัวแปรของวิวัฒนาการ คือ สิ่งแวดล้อม
วิวัฒนาการ คือ การดำเนินการที่ค่อยเป็นค่อยไป ในเวลาปรกติก็จะพัฒนาไป ต่อเมื่อพบสภาววิกฤตก็จะทำการปฏิรูปจริงจัง
จากข้อความข้างต้นสามารถสรุปความหมายของคำว่าวิวัฒนาการ ได้ว่า เป็นการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเผชิญกับสภาวะวิกฤต ทำให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อทำได้ดีขึ้น ซึ่งมีด้วยกันหลายด้านเช่น วิวัฒนาการของเทคโนโลยี วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
2. ลักษณะของวิวัฒนาการ
วิวัฒนาการทางเคมี
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ครั้งแรกโลกเป็นหมอกเพลิงที่หลุดออกมาจากดวงอาทิตย์ต่อมาเปลือกโลกค่อย ๆ เย็นตัวลง พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีตลอดเวลา ครั้งแรกยังไม่มีสารอินทรีย์ มีแต่สารอนินทรีย์เท่านั้น ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นสารอินทรีย์ ฉะนั้นเมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไปสารอนินทรีย์จะค่อย ๆ ลดลงพร้อมกับสารอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิต
วิวัฒนาการทางชีววิทยา
เริ่มแรกจากเซลล์ ๆ จะสร้างสารที่ต้องการจากอาหารได้เติบโต และสืบพันธุ์ได้ และจะต้องมีวิธีที่เซลล์จะได้พลังงานมาใช้ วิธีการนั้นก็คือการหายใจ
3. วิวัฒนาการของเทคโนโลยี
คนเรารู้จักใช้เทคโนโลยีกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ นับตั้งแต่การทำเครื่องมือล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหาร รู้จักการฝนหินเพื่อให้เกิดไฟปิ้งอาหารให้สุก หรือเทคโนโลยีในอดีตอีกอย่างหนึ่งที่เห็นชัด คือ พีรามิดของชาวอียิปต์โบราณที่สร้างโดยวิธีต่อทางลำเลียงลาดเพื่อลากก้อนหินขึ้นไปเทคโนโลยีมีพัฒนาการเรื่อยมาโดยมีการค้นคิดประดิษฐกรรมต่าง ๆ จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรกลอันสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม พัฒนาการของเทคโนโลยีสืบมาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20ได้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์และเทคนิควิธีการ เช่น มีการประดิษฐ์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เสียง รวมถึงเป็นยุคแรกของคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในช่วงทศวรรษ 1930s-1940s ที่รู้จักกันดีคือ เครื่อง ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Computer) ซึ่งสร้างโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา และนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาเมื่อมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ยิ่งช่วยให้มีการพัฒนาการของเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้สังคมโลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากดังที่เห็นในปัจจุบัน (กิดานันท์ มลิทอง, 2548 : 1)
วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์
สงครามเป็นสิ่งที่น่ากลัวของมนุษย์จริงหรือ แต่มิใช้สงครามสังคมกลับเป็นสังคมสุขภาพ ซึ่งหลีกเลียงได้ยากจะมาเมื่อไร กับบุคลใด มากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครทำนายล่วงหน้าได้ ส่วนสงครามสังคมนั้น มนุษย์ควบคุมได้ว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน แค่ไหน สิ่งที่ควบคู่มากับสุขภาพคือ การรักษาโรคและการป้องกันโรค ซึ่งได้พัฒนามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีความพยามอธิบายธรรมชาติของโรค ต้นเหตุของโรคในลักษณะต่างๆ รวมทั้งรูปแบบและแบบแผนของการรักษา การป้องกัน ซึ่งความเชื่อและวิธีการของแต่ละยุคสมัยนั้นย่อมแตกต่างกันไปขึ้นกับประชาชนนั้นจะยอมรับมากน้อยแค่ไหน
วิทยาศาสตร์เมื่อเทียบกับเวลาการเกิดของมนุษย์แล้วมีเวลาเพียนน้อยนิดเท่านั้น แต่พลังของมันมีค่ามากมายเปลี่ยนโลกไปได้มาก เช่นเดียวกันวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และสาธารณสุขกว่าจะทำลายความเชื่อดั้งเดิมว่าโรคร้ายเกิดจากการลงโทษของพระเจ้าหรือภูตผีร้ายต้องใช้เหตุผล ความรู้ที่แจ่มแจ้งที่ได้จากการค้นพบของแพทย์มาหลายยุคสมัยกว่าจะมาถึงการแพทย์ปัจจุบันทุกสังคมของมนุษย์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อยู่ที่ว่าจะมีบันทึกหลงเหลืออยู่ให้มนุษย์ยุคหลังได้เรียนรู้ศึกษาหรือไม่ ถ้ามองย้อนไปในอดีต การรักษาโรคเริ่มแรกตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์พบในประเทศอียิปต์ ในสมัยอาณาจักรเก่าของอียิปต์มีหมอมากมาย และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น หมอฟัน หมอตา หมอเกี่ยวกับโรคท้องและลำไส้ ซึ่งได้เรียนรู้มาจากที่เก็บศพของฟาร์โรห์ ความรู้ทางการแพทย์ที่ตกมาถึงเราก็คือ บันทึกที่เขียนลงบนกระดาษพาไพรัส (เป็นกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์) ซึ่งมีมากกว่า 7 ม้วนทีชี้ให้เห็นถึงความรู้ทางการแพทย์ของอาณาจักรเก่าที่ต่อมาได้เป็นรากฐานของความรู้ในสมัยอาณาจักรกลางและอาณาจักรใหม่ พาไพรัส ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุประมาณ 2000 ปีก่อนศริสศักราชที่ได้กล่าวถึงการรักษาโรคสตรี และโรคเด็ก
พาไพรัสทางการแพทย์ที่สำคัญ คือ สมิทธิ์ พาไพรัส (Smith papyrus) และ อีเบอรส์ พาไพรัส (Ebers papyrus) โดยสมิทธิ์ พาไพรัส มีความยาว 5 เมตร เป็นหนังสือที่คัดลอกมาจากหนังสือในสมัยปิรามิด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการผ่าตัดจึงดูมีเหตุผลกว่าการรักษาโรคภายในโดยใช้ยา มีการสอนให้เชื่อในอำนาจธรรมชาติที่จะทำให้คนเจ็บหายได้ และจากการเขียนนี้ยังทำให้รู้ว่าชาวอียิปต์มีความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคพอสมควร ซึ่งความรู้นี้อาจเป็นไปได้ว่า หนึ่ง ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้เห็นเวลาคนไข้เกิออุบัติเหตุ และ สอง การทำมัมมี่ซึ่งต้องผ่าเอาอวัยวะภายในออกก็ช่วยให้รู้จักอวัยวะภายในได้ ในสมิทธิ์พาไพรัสนี้บอกให้รู้ว่า ผู้เขียนเห็นความสำคัญของชีพจร รู้ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างชีพจรกับหัวใจ รู้ว่าสมองเป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังบอกได้ว่า สมองแต่ละส่วนจะควบคุมร่างกายเป็นส่วนๆไป หากส่วนใดส่วนหนึ่งเสียไปก็จะทำให้เป็นอัมพาตได้ จากบันทึกนี้แสดงให้เห็นความสามารถสรุปผลจาการสังเกตได้อยู่มีเหตุผลที่ดีทีเดียว
ส่วนอีเบอรส์ พาไพรัส เขียนขึ้นเมื่อ 170 ปีก่อนศริสศักราช หลังสมิทธิ์ พาไพรัส 100 ปี มีความยาว 20.30 เมตร บอกวิธีรักษาโรคต่างๆไว้ถึง 877 โรค มีหัวข้อดังนี้คือ การสวดก่อนรักษาเพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่คนไข้ การรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะสตรี ความรู้เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆของมนุษย์ และหน้าที่ของแต่ละส่วนเหล่านั้น ถัดไปเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับศัพท์ และสุดท้ายโรคที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแต่เดิมการรักษาโรคของชาวกรีกเอนเอียงไปในทางไสยศาสตร์มาก แอสคลีปีอุส (Asclepius) เป็นเทพเจ้าแห่งการรักษาโรคของกรีก เขาเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อตายไปได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้า การรักษาโรคของชาวกรีกในยุคนั้นทำกันในวัดที่มีรูปของแอสคลีปีอุส และทำเป็นสัญลักษณ์ไม้เท้ามีรูปงูพันอยู่ หน้าที่ของพระคือติดต่อระหว่างพระเจ้ากับคนไข้ การรักษาใช้วิธีอาบน้ำมนต์บ้าง และมีการพักนอนในวัด ซึ่งการมานอนในวัดนั้นเชื่อว่ามีเทพเจ้ามาช่วยดูแลช่วยให้กำลังใจคนไข้และให้ยาประกอบด้วย แรกๆ ตำรายามาจากความฝันและตีความเอาเองของพวกพระหายไปก็มาก ตายไปก็เยอะ นานๆเข้าการเรียนรู้ การสังเกตเริ่มรู้ว่าส่วนไหนของพืชชนิดใดใช้เป็นยาได้ รวมทั้งพวกที่มารักษาในวัดเองฉลาด สังเกตวิธีการของวัดนำไปปฏิบัติเองข้างนอก กลายเป็นหมอเลยก็มี ดังนั้นหมอในยุคนั่นคือ พวกที่ศึกษาสังเกตวิธีการรักษาจากวัดนั้นเอง
ยุคต่อมาหมอชาวกรีกหลายคนเริ่มสนใจส่วนประกอบของร่างกาย และหน้าที่ของมัน มีการค้นพบว่า สมองเป็นสูญกลางของประสาทสัมผัส เอมพรีโดคริส(Empedocles 490-430 ก่อนศริสศักราช) เชื่อว่า สุขภาพของมนุษย์เราเกิดจากสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ชาวกรีกเป็นพวกที่สนใจในการแสวงหาความรู้โดยไม่คำนึงถึงว่าความรู้นั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะหน้าหรือไม่ มีความสนใจที่จะศึกษา ความรู้เพื่อความรู้ ช่างคิด ช่างสังเกต ที่จะแสวงหาคำตอบต่อสิ่งที่สงสัย ดังนั้นในการรักษาโรคก็พยายามจะตั้งทฤษฏีขึ้นอธิบายว่าโรคเกิดจากอะไร ด้านกายวิภาคและสรีระก็สนใจผ่าศพและพยายามอธิบายวิธีการทำงานของมัน สุดท้ายได้มีการตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นที่เกาะคอส (Cos) ผู้ที่ทำให้โรงเรียนแพทย์แห่งนี้เจริญจนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นโรงเรียนแพทย์ที่เจริญที่สุดในสมัยโบราณ คือ ฮิปโปรเครตีส (hippocretes)
ฮิปโปรเครตีส460-377 ก่อนศริสศักราช) เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของกรีก และเป็นแพทย์กรีกคนแรกที่ให้ความสนใจศึกษาโดยริเริ่มเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางการแพทย์และได้วางรากฐานการวินิจฉัยทางการแพทย์โดยอาศัยประสบการณ์และการทดลอง มีการสังเกตอาการของคนไข้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และจดบันทึกไว้อย่างถูกต้องตรงตามความจริง พยายามที่จะค้นสาเหตุแห่งการเจ็บไข้ เขาเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวไปตามเมืองหลักๆของกรีกและเอเชียตะวันตก พร้อมบันทึกสิ่งต่างๆ และเป็นคนช่างสังเกตซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของวิธีการคิดทางวิทยาศาสตร์ แนวความคิดและวิธีการค้นพบของจึงมาจากการอาศัยประสบการณ์และการทดลองของเขา เขาไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจนไม่ได้ ผลงานของฮิปโปรเครตีส เป็นที่รู้จักกันมาก คือ ตำราชุดเกี่ยวกับการรักษาและงานวิจัยทางการแพทย์ (hippocretes collection) ประวัติของ ฮิปโปรเครตีส เปรียบเสมือนผู้จุดประกายวิชาทางการแพทย์และยังคงมีอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน หนังสือบางเล่มยังใช้เป็นตำราเรียนในโรงเรียนแพทย์ ปรัชญาพื้นฐานทางการแพทย์ของเขา คือ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มิได้มีสาเหตุมาจากการถูกทำโทษโดยพระเจ้าหรือพลังที่ไม่มีเหตุผลตามความเชื่อของมนุษย์ในสมัยโบราณ แต่เกิดเนื่องจากกฎธรรมชาติ เช่น "โรคลมชัก" ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าแต่เกิดจากสาเหตุธรรมชาติที่หาสาเหตุได้ ปรัชญาของเขาบอกให้รู้ว่าการแพทย์ไม่ใช่แขนงของศาสนา สามารถปฏิบัติเหมือนกับการศึกษาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์ เขากล่าวว่าการบันทึกสิ่งที่ผิดพลาดมีผลดีเท่ากับการบันทึกสิ่งที่ประสบความสำเร็จในการรักษา ฮิปโปรเครตีส ยืนหยัดอยู่บนจุดยืนของเขาโดยแพทย์จะต้องเรียนรู้ศึกษาจากคนไข้กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจhttp://portal.in.th/ratree/pages/evo/





