วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เทคโนโลยสมัยใหม่

จัดทำโดยน.ส.ฑาญิกา ธีระชาติ

วิวัฒนาการของเทคโนโลยี
1.  ความหมายของวิวัฒนาการ
                          วิวัฒนาการ (Evolution) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปสู่ฐานะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น เป็นเปลี่ยนแปลงในทางชีววิทยาจากสิ่งที่ง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเปลี่ยน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลานาน
                          วิวัฒนาการ (Evolution) หมายถึง การพัฒนาอย่างมีระบบตามธรรมชาติ และตามผลการทบของสิ่งแวดล้อมในสภาวะนั้นๆ วิวัฒนาการต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัด ตัวแปรของวิวัฒนาการ คือ สิ่งแวดล้อม
                          วิวัฒนาการ คือ การดำเนินการที่ค่อยเป็นค่อยไป ในเวลาปรกติก็จะพัฒนาไป ต่อเมื่อพบสภาววิกฤตก็จะทำการปฏิรูปจริงจัง
                           จากข้อความข้างต้นสามารถสรุปความหมายของคำว่าวิวัฒนาการ ได้ว่า  เป็นการพัฒนาอย่างเป็นระบบ  ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเผชิญกับสภาวะวิกฤต  ทำให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  เพื่อทำได้ดีขึ้น ซึ่งมีด้วยกันหลายด้านเช่น วิวัฒนาการของเทคโนโลยี  วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
   2.  ลักษณะของวิวัฒนาการ
                  วิวัฒนาการทางเคมี
                              นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ครั้งแรกโลกเป็นหมอกเพลิงที่หลุดออกมาจากดวงอาทิตย์ต่อมาเปลือกโลกค่อย ๆ เย็นตัวลง พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีตลอดเวลา ครั้งแรกยังไม่มีสารอินทรีย์ มีแต่สารอนินทรีย์เท่านั้น ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นสารอินทรีย์ ฉะนั้นเมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไปสารอนินทรีย์จะค่อย ๆ ลดลงพร้อมกับสารอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิต
                   วิวัฒนาการทางชีววิทยา
                       เริ่มแรกจากเซลล์ ๆ จะสร้างสารที่ต้องการจากอาหารได้เติบโต และสืบพันธุ์ได้ และจะต้องมีวิธีที่เซลล์จะได้พลังงานมาใช้ วิธีการนั้นก็คือการหายใจ
3.  วิวัฒนาการของเทคโนโลยี 
                       คนเรารู้จักใช้เทคโนโลยีกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์  นับตั้งแต่การทำเครื่องมือล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหาร  รู้จักการฝนหินเพื่อให้เกิดไฟปิ้งอาหารให้สุก  หรือเทคโนโลยีในอดีตอีกอย่างหนึ่งที่เห็นชัด คือ พีรามิดของชาวอียิปต์โบราณที่สร้างโดยวิธีต่อทางลำเลียงลาดเพื่อลากก้อนหินขึ้นไปเทคโนโลยีมีพัฒนาการเรื่อยมาโดยมีการค้นคิดประดิษฐกรรมต่าง ๆ จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรกลอันสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม พัฒนาการของเทคโนโลยีสืบมาจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20ได้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์และเทคนิควิธีการ เช่น มีการประดิษฐ์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เสียง รวมถึงเป็นยุคแรกของคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในช่วงทศวรรษ 1930s-1940s ที่รู้จักกันดีคือ เครื่อง ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Computer) ซึ่งสร้างโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา และนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาเมื่อมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ยิ่งช่วยให้มีการพัฒนาการของเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้สังคมโลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากดังที่เห็นในปัจจุบัน (กิดานันท์  มลิทอง, 2548 : 1)
4.  วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีในด้านต่างๆ
                วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์
                         สงครามเป็นสิ่งที่น่ากลัวของมนุษย์จริงหรือ แต่มิใช้สงครามสังคมกลับเป็นสังคมสุขภาพ ซึ่งหลีกเลียงได้ยากจะมาเมื่อไร กับบุคลใด มากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครทำนายล่วงหน้าได้ ส่วนสงครามสังคมนั้น มนุษย์ควบคุมได้ว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน แค่ไหน สิ่งที่ควบคู่มากับสุขภาพคือ การรักษาโรคและการป้องกันโรค ซึ่งได้พัฒนามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีความพยามอธิบายธรรมชาติของโรค ต้นเหตุของโรคในลักษณะต่างๆ รวมทั้งรูปแบบและแบบแผนของการรักษา การป้องกัน ซึ่งความเชื่อและวิธีการของแต่ละยุคสมัยนั้นย่อมแตกต่างกันไปขึ้นกับประชาชนนั้นจะยอมรับมากน้อยแค่ไหน
                วิทยาศาสตร์เมื่อเทียบกับเวลาการเกิดของมนุษย์แล้วมีเวลาเพียนน้อยนิดเท่านั้น แต่พลังของมันมีค่ามากมายเปลี่ยนโลกไปได้มาก เช่นเดียวกันวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และสาธารณสุขกว่าจะทำลายความเชื่อดั้งเดิมว่าโรคร้ายเกิดจากการลงโทษของพระเจ้าหรือภูตผีร้ายต้องใช้เหตุผล ความรู้ที่แจ่มแจ้งที่ได้จากการค้นพบของแพทย์มาหลายยุคสมัยกว่าจะมาถึงการแพทย์ปัจจุบันทุกสังคมของมนุษย์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อยู่ที่ว่าจะมีบันทึกหลงเหลืออยู่ให้มนุษย์ยุคหลังได้เรียนรู้ศึกษาหรือไม่ ถ้ามองย้อนไปในอดีต การรักษาโรคเริ่มแรกตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์พบในประเทศอียิปต์ ในสมัยอาณาจักรเก่าของอียิปต์มีหมอมากมาย และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น หมอฟัน หมอตา หมอเกี่ยวกับโรคท้องและลำไส้ ซึ่งได้เรียนรู้มาจากที่เก็บศพของฟาร์โรห์ ความรู้ทางการแพทย์ที่ตกมาถึงเราก็คือ บันทึกที่เขียนลงบนกระดาษพาไพรัส (เป็นกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์) ซึ่งมีมากกว่า 7 ม้วนทีชี้ให้เห็นถึงความรู้ทางการแพทย์ของอาณาจักรเก่าที่ต่อมาได้เป็นรากฐานของความรู้ในสมัยอาณาจักรกลางและอาณาจักรใหม่ พาไพรัส ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุประมาณ 2000 ปีก่อนศริสศักราชที่ได้กล่าวถึงการรักษาโรคสตรี และโรคเด็ก
            พาไพรัสทางการแพทย์ที่สำคัญ คือ สมิทธิ์ พาไพรัส (Smith papyrus) และ อีเบอรส์ พาไพรัส (Ebers papyrus) โดยสมิทธิ์ พาไพรัส มีความยาว 5 เมตร เป็นหนังสือที่คัดลอกมาจากหนังสือในสมัยปิรามิด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการผ่าตัดจึงดูมีเหตุผลกว่าการรักษาโรคภายในโดยใช้ยา มีการสอนให้เชื่อในอำนาจธรรมชาติที่จะทำให้คนเจ็บหายได้ และจากการเขียนนี้ยังทำให้รู้ว่าชาวอียิปต์มีความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคพอสมควร ซึ่งความรู้นี้อาจเป็นไปได้ว่า หนึ่ง ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้เห็นเวลาคนไข้เกิออุบัติเหตุ และ สอง การทำมัมมี่ซึ่งต้องผ่าเอาอวัยวะภายในออกก็ช่วยให้รู้จักอวัยวะภายในได้ ในสมิทธิ์พาไพรัสนี้บอกให้รู้ว่า ผู้เขียนเห็นความสำคัญของชีพจร รู้ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างชีพจรกับหัวใจ รู้ว่าสมองเป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย และยังบอกได้ว่า สมองแต่ละส่วนจะควบคุมร่างกายเป็นส่วนๆไป หากส่วนใดส่วนหนึ่งเสียไปก็จะทำให้เป็นอัมพาตได้ จากบันทึกนี้แสดงให้เห็นความสามารถสรุปผลจาการสังเกตได้อยู่มีเหตุผลที่ดีทีเดียว
            ส่วนอีเบอรส์ พาไพรัส เขียนขึ้นเมื่อ 170 ปีก่อนศริสศักราช หลังสมิทธิ์ พาไพรัส 100 ปี มีความยาว 20.30 เมตร บอกวิธีรักษาโรคต่างๆไว้ถึง 877 โรค มีหัวข้อดังนี้คือ การสวดก่อนรักษาเพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่คนไข้ การรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะสตรี ความรู้เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆของมนุษย์ และหน้าที่ของแต่ละส่วนเหล่านั้น ถัดไปเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับศัพท์ และสุดท้ายโรคที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแต่เดิมการรักษาโรคของชาวกรีกเอนเอียงไปในทางไสยศาสตร์มาก แอสคลีปีอุส (Asclepius) เป็นเทพเจ้าแห่งการรักษาโรคของกรีก เขาเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อตายไปได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้า การรักษาโรคของชาวกรีกในยุคนั้นทำกันในวัดที่มีรูปของแอสคลีปีอุส และทำเป็นสัญลักษณ์ไม้เท้ามีรูปงูพันอยู่ หน้าที่ของพระคือติดต่อระหว่างพระเจ้ากับคนไข้ การรักษาใช้วิธีอาบน้ำมนต์บ้าง และมีการพักนอนในวัด ซึ่งการมานอนในวัดนั้นเชื่อว่ามีเทพเจ้ามาช่วยดูแลช่วยให้กำลังใจคนไข้และให้ยาประกอบด้วย แรกๆ ตำรายามาจากความฝันและตีความเอาเองของพวกพระหายไปก็มาก ตายไปก็เยอะ นานๆเข้าการเรียนรู้ การสังเกตเริ่มรู้ว่าส่วนไหนของพืชชนิดใดใช้เป็นยาได้ รวมทั้งพวกที่มารักษาในวัดเองฉลาด สังเกตวิธีการของวัดนำไปปฏิบัติเองข้างนอก กลายเป็นหมอเลยก็มี ดังนั้นหมอในยุคนั่นคือ พวกที่ศึกษาสังเกตวิธีการรักษาจากวัดนั้นเอง
ยุคต่อมาหมอชาวกรีกหลายคนเริ่มสนใจส่วนประกอบของร่างกาย และหน้าที่ของมัน มีการค้นพบว่า สมองเป็นสูญกลางของประสาทสัมผัส เอมพรีโดคริส(Empedocles 490-430 ก่อนศริสศักราช) เชื่อว่า สุขภาพของมนุษย์เราเกิดจากสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ชาวกรีกเป็นพวกที่สนใจในการแสวงหาความรู้โดยไม่คำนึงถึงว่าความรู้นั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะหน้าหรือไม่ มีความสนใจที่จะศึกษา ความรู้เพื่อความรู้ ช่างคิด ช่างสังเกต ที่จะแสวงหาคำตอบต่อสิ่งที่สงสัย ดังนั้นในการรักษาโรคก็พยายามจะตั้งทฤษฏีขึ้นอธิบายว่าโรคเกิดจากอะไร ด้านกายวิภาคและสรีระก็สนใจผ่าศพและพยายามอธิบายวิธีการทำงานของมัน สุดท้ายได้มีการตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้นที่เกาะคอส (Cos) ผู้ที่ทำให้โรงเรียนแพทย์แห่งนี้เจริญจนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นโรงเรียนแพทย์ที่เจริญที่สุดในสมัยโบราณ คือ ฮิปโปรเครตีส (hippocretes)
            ฮิปโปรเครตีส460-377 ก่อนศริสศักราช) เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของกรีก และเป็นแพทย์กรีกคนแรกที่ให้ความสนใจศึกษาโดยริเริ่มเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางการแพทย์และได้วางรากฐานการวินิจฉัยทางการแพทย์โดยอาศัยประสบการณ์และการทดลอง มีการสังเกตอาการของคนไข้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และจดบันทึกไว้อย่างถูกต้องตรงตามความจริง พยายามที่จะค้นสาเหตุแห่งการเจ็บไข้ เขาเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวไปตามเมืองหลักๆของกรีกและเอเชียตะวันตก พร้อมบันทึกสิ่งต่างๆ และเป็นคนช่างสังเกตซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของวิธีการคิดทางวิทยาศาสตร์ แนวความคิดและวิธีการค้นพบของจึงมาจากการอาศัยประสบการณ์และการทดลองของเขา เขาไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจนไม่ได้ ผลงานของฮิปโปรเครตีส เป็นที่รู้จักกันมาก คือ ตำราชุดเกี่ยวกับการรักษาและงานวิจัยทางการแพทย์ (hippocretes collection) ประวัติของ ฮิปโปรเครตีส เปรียบเสมือนผู้จุดประกายวิชาทางการแพทย์และยังคงมีอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน หนังสือบางเล่มยังใช้เป็นตำราเรียนในโรงเรียนแพทย์ ปรัชญาพื้นฐานทางการแพทย์ของเขา คือ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มิได้มีสาเหตุมาจากการถูกทำโทษโดยพระเจ้าหรือพลังที่ไม่มีเหตุผลตามความเชื่อของมนุษย์ในสมัยโบราณ แต่เกิดเนื่องจากกฎธรรมชาติ เช่น "โรคลมชัก" ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าแต่เกิดจากสาเหตุธรรมชาติที่หาสาเหตุได้ ปรัชญาของเขาบอกให้รู้ว่าการแพทย์ไม่ใช่แขนงของศาสนา สามารถปฏิบัติเหมือนกับการศึกษาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์ เขากล่าวว่าการบันทึกสิ่งที่ผิดพลาดมีผลดีเท่ากับการบันทึกสิ่งที่ประสบความสำเร็จในการรักษา ฮิปโปรเครตีส ยืนหยัดอยู่บนจุดยืนของเขาโดยแพทย์จะต้องเรียนรู้ศึกษาจากคนไข้กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจhttp://portal.in.th/ratree/pages/evo/

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นครปฐมน่าอยู่

 

ประวัติจังหวัด

นครปฐม

โดย ฑาญิกา ธีระชาติ

ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงามข้าวหลามหวานมันสนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า
จ.นครปฐม ใช้อักษรย่อว่า "นฐ"  ชื่ออักษรไทย    นครปฐม  ชื่ออักษรโรมัน   Nakhon Pathom
ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกแก้ว ต้นไม้ประจำจังหวัด: จันทน์หอม (Mansonia gagei Drumm.)

จังหวัดนครปฐมเป็นที่ราบลุ่ม
ไม่มีภูเขามีที่ดอนเฉพาะทางตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอเมืองและอำเภอกำแพงแสนเท่านั้น ส่วนที่ราบลุ่มบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรี)ได้แก่ ท้องที่อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน และอำเภอบางเลน เป็นที่อุดมสมบูรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรรม การทำสวน ทำไร่ และสวนผลไม้ โดยเฉพาะการปลูกส้มโอ ซึ่งนำชื่อเสียงมาสู่จังหวัดนครปฐมจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองส้มโอหวาน นครปฐม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (บ้างก็จัดไว้เป็นภาคตะวันตก) เป็นพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเก่าแก่ของเมืองในสมัยทวารวดี โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก นครปฐมเป็น จังหวัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนักคือมี ระยะทางประมาณ56กิโลเมตรจัดว่าเป็นเมืองแห่งอารยะธรรม ศาสนา มีปูชนียสถานที่สำคัญ เก่าแก่ คือ“พระปฐมเจดีย์”ซึ่งมีประวัติความเป็นมาของร่องรอยการเผยแพร่อารยะธรรมพุทธศาสนาแห่งแรกของ ประเทศไทย ที่เข้ามา ทั้งยังเป็นเมือง ที่ อุดมสมบูรณ์มากมาย ไปด้วยผลไม้และอาหารขึ้นชื่อนานาชนิด

สถานที่ท่องเที่ยวของนครปฐม

พระปฐมเจดีย์

เป็นพระมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยการที่ได้ชื่อว่าพระปฐมเจดีย์นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงสัณนิษฐานว่า น่าจะเป็นพระเจดีย์เก่ากว่าพระเจดีย์อื่น ๆ ในประเทศสยามสันนิษฐานว่าสร้างสมัยทวาราวดี ตั้งอยู่ที่เมืองนครไชยศรีในสมัยก่อนปัจจุบันอยู่ในอำเภอเมืองนครปฐมจากเอกสารเก่าที่บันทึกเรื่องนี้ไว้มีประวัติว่าพระปฐมเจดีย์สร้างเมื่อพ.ศ.๕๐๐ ก็มี พ.ศ.๑๐๐๐ ก็มี พ.ศ. ๑๑๘๕ ก็มี พ.ศ. ๑๒๖๔ ก็มี พ.ศ. ๑๖๓๐ ก็มี ความสูง ๔๐ วา ๕ ศอก มีพระแท่นบรรทม ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาบรรทม บรรจุพระทันตธาตุ คือ พระเขี้ยวแก้ว องค์หนึ่ง บรรจุพระบรมธาตุ หนึ่งทะนาน มีปรากฎก่อนพบพระพุทธบาท พระพุทธฉายกว่าพันปีเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ในขณะที่ทรงผนวชอยู่และได้ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ได้ทรงแสดงสภาพพระปฐมเจดีย์ไว้ว่าเป็นเพระเจดีย์ใหญ่ยอดปรางค์ตอนหนึ่งฐานล่างกลมเป็นรูประฆังตอนหนึ่งน่าจะทำมาหลายคราว คนทั่วไปเรียกว่า พระปทม เนื่องด้วย เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาบรรทมที่นั่นจากฝีมือทำอิฐและก่อแสดงว่าเป็นของทำมาเก่าแก่หลายครั้ง ที่เนินใหญ่เป็นกองอิฐหักลงมาเมื่อขุดลงไปสักสองสามศอกพบอิฐยาวศอกหนึ่ง หน้าใหญ่สิบสองนิ้วหน้าน้อยหกนิ้วก่อเป็นพื้นน่าจะเป็นองค์พระเจดีย์เดิมหักพังลงมา แล้วมีการก่อพระเจดีย์ออกบนเนินเรียงรายอยู่สี่วิหารมีวิหารพระนาคปรก วิหารพระไสยาสน์ วิหารไว้พระพุทธรูปต่าง ๆ และวิหารพระป่าเลไลย์ วิหารหลวงพระอุโบสถอยู่บนพื้นแผ่นดิน ตั้งแต่หลังเกาะสูงประมาณมีถึงห้าวา หลังเกาะขึ้นไปเป็นองค์พระเจดีย์กลม ๑๔ วา ๒ ศอก ปรางค์สูง ๒๐ วา ยอดนพศูลสูง ๘ ศอก รวมความสูงตั้งแต่หลังเกาะถึงยอดนพศูลสูง ๘ ศอก รวมความสูง ตั้งแต่หลักเกาะถึงยอดนพศูล ๔๐ วา ๒ ศอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เป็นแม่กองทำการปฏิสังขรณ์ และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยา ฯ ถึงแก่พิราลัย ก็ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยานิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี เป็นแม่กองดำเนินการต่อไป ได้จ้างพวกมอญทำอิฐ รวมทั้งทาสลูกหนี้ด้วย โดยคิดหักค่าตัวให้ จ้างจีนมาเผาปูน และ เป็นช่างก่อ เอาราษฎรจากเมืองนครไชยศรี เมืองสมุทรสาคร เมืองราชบุรีและเมืองพนัสนิคม โดยแบ่งคนออกเป็นสี่ผลัด เดือนละสองร้อยคน เมื่อก่อพระเจดีย์ได้สูง ๑๗ วา ๒ ศอก  ต่อมาเกิดฝนตกหนักอิฐที่ก่อทรุดตัวลง เพราะฐานทักษิณไม่มี จึงต้องรื้อออกทำใหม่ โปรดเกล้า ฯ ให้ถมพื้นที่ลุ่มดอนให้เสมอกัน ก่อฐานใหญ่รอง ๕ เส้น ๑๖ วา ๓ ศอก องค์พระเจดีย์ถึงยอดนพศูล ตลอดยอดมงกุฏ สูง ๓ เส้น ๑ คืบ ๖ นิ้ว 

วัดไร่ขิง หรือ วัดมงคลจินดาราม

วัดไร่ขิง หรือ วัดมงคลจินดาราม ตั้งอยู่ที่อำเภอสามพรานห่างจากกรุงเทพฯ 32 กม. มีทางเข้า 3 ทาง คือ ทางแยกหน้าสถานี ตำรวจโพธิ์แก้ว ทางแยกหน้าสวนสามพราน และทางแยกพุทธมณฑลสาย 5 วัดไร่ขิง เป็นวัดราษฎร์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2334 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) เรียกชื่อวัดตามชื่อตำบล เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ได้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดศาลาปูนมาประดิษฐานไว้ที่วัดไร่ขิงด้วย ปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ พุทธลักษณะเป็นสมัยเชียงแสน สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยไทยล้านนา และล้านช้าง ตามตำนาน เล่าว่าลอยน้ำมา และอัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดศาลาปูน วัดไร่ขิงนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระราชทานนามให้ว่า วัดมงคลจินดาราม(ไร่ขิง) แต่ชาวบ้านเรียกกันเต็ม ๆ ว่าวัดมงคลจินดารามไร่ขิง จนกระทั่งเหลือแต่ชื่อวัดไร่ขิงไปในที่สุด วัดไร่ขิง เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนรู้จักกันดี นิยมเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงกันอยู่เสมอ ทุกวันอาทิตย์จะมีตลาดนัดอาหารและผลไม้จำหน่ายหน้าวัด และที่บริเวณริมแม่น้ำหน้าโบสถ์จะมีชาวสวนพายเรือนำผลไม้มาขาย และบริเวณริมแม่น้ำหน้าโบสถ์นี้เป็นเขตอภัยทาน ร่มรื่น มีปลาสวายตัวโตนับพันอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมปังเลี้ยงปลาได้ และยังมีก๋วยเตี๋ยวเรือ (หมู)รสเลิศขายทุกวัน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า รวบรวมของเก่าเช่นถ้วยชาม หนังสือเก่า ซึ่งชาวบ้านนำมาถวายวัดจัดแสดงไว้ ในระหว่างวันขึ้น 13 ค่ำ ถึงแรม 3 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี ทางวัดไร่ขิงจะจัดงานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้น มีการออกร้านและมหรสพมากมาย


http://www.thai-tour.com/thai-tour/central/nakornprathom/data/place/pic_wat-raiking.htm

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทความเกื่ยวกับความก้าวหน้าเทคโนโลยี

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

 จัดทำโดย น.ส. ฑาญิกา ธีระชาติ
โลกในอนาคตเป็นโลกของการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี วัฒนธรรม ภาษาและแม้แต่เชื้อชาติ และเมื่อพูดถึงงานออกแบบ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทและช่วยให้งานออกแบบทั่วไปเป็นมาตรฐานมากขึ้น บทบาทของมนุษย์ที่เป็นสถาปนิกและวิศวกรจึงเปลี่ยนไป โดยต้องใช้ความคิดมากกว่าการเขียนแบบอย่างแต่ก่อน ซึ่งเป็นบทบาทที่ถูกต้องและน่าสนุกมากกว่าเดิม
จินตนาการของมนุษย์นั้นไม่มีขอบเขตจำกัด แต่ในชีวิตจริงคนที่มีความสามารถคือคนที่สามารถสร้างจินตนาการให้กลายเป็นจริงได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยความรู้ในหลายด้านประกอบกัน
อาคารเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดจากความรู้ทางด้านสถาปัตย์และวิศวกรรมหลากหลายสาขา การนำความคิดในการออกแบบผสมผสาน(Integrated Design)จึงเป็นแนวความคิดที่ถูกต้อง และจะนำไปสู่แนวทางการออกแบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่
สถาปนิกในวันข้างหน้าจะต้องรู้เรื่องงานวิศวกรรม และวิศวกรก็จะต้องรู้เรื่องงานสถาปัตยกรรม จึงจะสามารถสร้างสรรงานที่เป็นIntegrated Designได้ นักออกแบบจะต้องเข้าใจเรื่องวัสดุผนัง หลังคา พื้น หน้าต่าง กระจก ประตู เพราะเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับทั้งสถาปนิกและวิศวกรทั้งคู่เป็นอย่างมาก
โลกยังคงเปิดกว้าง แนวทางการออกแบบอาคารในรูปแบบใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมยังคงรอให้นักออกแบบรุ่นใหม่ค้นหา ไม่จำเป็นต้องตามแบบอย่างของสถาปนิกที่มีชื่อในอดีต แต่สามารถหาแนวทางการออกแบบที่เป็นของตัวเอง ในรูปแบบของ Integrated Design
คัดสรรมาฝากโดย architectsociety (ขอบคุณ ที่เหนื่อยด้วยกัน) บทความทั้งหมดของคุณ architectsociety
วันที่ 30/08/2549 เวลา 14:43:23